สมาธิสั้น
สมาธิสั้น( ADHD)
คือ โรคขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้สำเร็จ ขี้ลืม ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี โดยอาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม
พันธุกรรม ผลการค้นคว้าชี้ว่า ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่โรคสมาธิสั้นจะส่งต่อกันผ่านทางพันธุกรรม
คือ โรคขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้สำเร็จ ขี้ลืม ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี โดยอาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม
อาการของสมาธิสั้น
อาการของผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นอาจยังคงอยู่ตลอดจนเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
โดยรูปแบบอาการอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยตามวัย และตามการรักษาดูแลที่ผู้ป่วยได้รับ
หรืออาจยังมีบางอาการที่ยังคงอยู่และกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
การแสดงพฤติกรรมของโรคสมาธิสั้นมี 2 รูปแบบหลัก
คือ การขาดสมาธิในการจดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใด
และการอยู่ไม่นิ่งและมีความหุนหันพลันแล่น โดยเด็กอาจมีพฤติกรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
แต่มักปรากฏพฤติกรรมทั้ง 2 รูปแบบรวมกัน
โดยพฤติกรรมเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคที่ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน
การทำงาน การเรียน การเข้าสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ
-ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจในขณะที่มีคนพูดด้วย
-ไม่ทำอะไรไปตามขั้นตอน ชอบทำอะไรง่าย ๆ รวบรัด
-ไม่ชอบทำอะไรเป็นเวลานาน ๆ
มักเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน
-ไม่ชอบเรียนรู้เรื่องที่ต้องใช้เวลา เช่น
การอ่านเรื่องยาว ๆ
-มองข้ามเรื่องสำคัญ ไม่ใส่ใจรายละเอียด
จนเกิดความผิดพลาดบ่อย ๆ
-มักลืมอุปกรณ์เครื่องใช้หรือสิ่งของจำเป็น เช่น
ลืมดินสอ ยางลบ ปากกา หนังสือ ตอนมาโรงเรียน
-มักลืมสิ่งที่ต้องทำหรือที่ได้รับมอบหมาย เช่น
ลืมทำการบ้าน ลืมการนัดหมาย
-วอกแวกง่ายเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น
หรือมีความคิดอื่นมากระตุ้นในขณะทำกิจกรรมใด ๆ อยู่
-จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น
เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำไม่ได้
-บริหารจัดการเวลาได้ไม่ดี
ไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนดการ
-หลีกเลี่ยงและไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความพยายามมาก
ๆ อย่างการทำการบ้าน การเขียนรายงานหรือเรียงความ
-มีปัญหากับการทำงานตามกำหนด หรือการเรียน
การเล่น กิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องทำตามกฎระเบียบหรือกรอบคำสั่ง
ด้านการตื่นตัว อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่น
-พูดมาก พูดไม่หยุด
-นั่งนิ่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ได้
โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
-ว่องไว เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
-มีปัญหาเกี่ยวกับการรอ ไม่ชอบการรอคอย
-ลุกออกจากที่นั่งบ่อย ๆ ในสถานการณ์ที่ควรนั่ง
เช่น ขณะกำลังอยู่ในชั้นเรียน ขณะอยู่ที่ทำงาน
-ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย
จนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์
-ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกได้เงียบ ๆ
ตามลำพัง
-พูดโต้ตอบสวนขึ้นมาในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดหรือถามไม่จบ
ไม่รอให้ผู้อื่นพูดจบแล้วค่อยพูด
-พูดแทรกหรือรบกวนในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดหรือทำกิจกรรมใด
ๆ อยู่
อาการที่พบในผู้ใหญ่
ประมาทเลินเล่อ ขาดความใส่ใจในรายละเอียด
ขี้หลงขี้ลืม
ร้อนรน กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข
อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
ใจร้อน ไม่มีความอดทน
ใช้ชีวิตบนความเสี่ยง ประมาท ขับรถเร็ว
ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้
หรือจัดการได้ไม่ดี
ชอบพูดโพล่งออกมา ไม่ชอบการทนอยู่เงียบ ๆ
พูดแทรก ไม่รอให้ถึงจังหวะหรือลำดับของตนเอง
มักทำงานผิดพลาดอยู่เสมอ
มีปัญหาเรื่องการจัดการ การจัดลำดับความสำคัญ
และการบริหารเวลา
มักเริ่มทำงานใหม่โดยที่ยังไม่ได้ทำงานเดิมให้สำเร็จลุล่วง
สาเหตุของสมาธิสั้น
ปัจจุบัน
สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด
แต่กำลังมีการศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นเหตุให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น
หรือเด็กอาจเป็นโรคสมาธิสั้นจากหลายปัจจัยเหล่านี้รวมกัน ได้แก่
พันธุกรรม ผลการค้นคว้าชี้ว่า ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่โรคสมาธิสั้นจะส่งต่อกันผ่านทางพันธุกรรม
โครงสร้างสมอง อาจเป็นโครงสร้างแต่กำเนิด
หรืออาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนทางสมองตั้งแต่ในครรภ์
หรือในช่วงที่เป็นเด็กเล็ก
จากการสแกนสมองคนทั่วไปเทียบกับผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น
พบว่าพื้นที่บางส่วนของสมองผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมีขนาดเล็กกว่า
และบางส่วนก็มีขนาดใหญ่กว่า รวมทั้งการขาดความสมดุลของระดับสารสื่อประสาทในสมอง
ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นโรคสมาธิสั้น
การตั้งครรภ์และการคลอด ผู้เป็นแม่อาจสูบบุหรี่
ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์ หรืออาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ
และเต็มไปด้วยมลภาวะ จึงรับเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกายจนมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์
รวมไปถึงการคลอดก่อนกำหนด และการมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ
สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ
ผู้ป่วยอาจได้รับสารพิษและสารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกายในขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก
เช่น ได้รับสารตะกั่วเข้าไปในร่างกายเป็นปริมาณมาก
ส่วนความเชื่อที่ว่า
การดูโทรทัศน์และการเล่นวิดีโอเกมจะทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นนั้น
ยังไม่มีผลการค้นคว้าที่ยืนยันได้แน่ชัดในปัจจุบัน
แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับวิดีโอเกมคือ
การดูรายการโทรทัศน์บางอย่างหรือการเล่นเกมบางเกมจะตอบสนองต่อความต้องการของเด็กสมาธิสั้นที่ไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อสนใจอยู่กับสิ่งใดนาน
ๆ ทำอะไรฉาบฉวย ปุบปับ แล้วก็เลิกสนใจไป
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีการอธิบายเชิงสาเหตุ
แต่การให้เด็กดูโทรทัศน์ เล่นเกม หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
อย่างพอดีทั้งด้านปริมาณและระยะเวลา
ย่อมเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงดูเด็ก
การวินิจฉัยสมาธิสั้น
หากเข้าข่ายน่าสงสัยของโรคสมาธิสั้น ควรสังเกต
บันทึกอาการ แล้วจึงไปพบแพทย์ โดยการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้ป่วยต้องมีอาการอยู่ในเกณฑ์วินิจฉัยในด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ
หรือในด้านการตื่นตัวอยู่ไม่นิ่งหุนหันพลันแล่น มีอาการแสดงทั้งที่บ้าน
ที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือต่อเพื่อน ต่อครอบครัว อย่างน้อย 2
สถานการณ์ขึ้นไป จนสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน
หรือการเข้าสังคม และอาการที่พบต้องไม่ใช่ผลข้างเคียงหรือภาวะของการป่วยโรคทางจิตเวชอื่นใด
เกณฑ์วินิจฉัยโรคสมาธิสั้นตามคู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต
ฉบับล่าสุด (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) คือ
ด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ มีอาการ 6
ข้อขึ้นไปในเด็กถึงวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือมีอาการ 5
ข้อขึ้นไป ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป
มักจะล้มเหลวในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ
ต้องใส่ใจรายละเอียด เกิดความผิดพลาดอันเป็นผลมาจากความประมาท ทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน
หรือการทำกิจกรรมใด ๆ เสมอ
มักมีปัญหาในการจดจ่อตั้งใจทำตามกำหนดการ
หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเสมอ
มักไม่สนใจฟังแม้มีคนกำลังคุยด้วยอยู่ข้างหน้า
มักไม่ทำอะไรตามขั้นตอน
และไม่สามารถทำงานที่โรงเรียน ทำงานบ้าน
หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง เช่น ขาดการมุ่งความสนใจ
หรือพยายามหลีกเลี่ยงการทำตามขั้นตอน
มักมีปัญหาในการบริหารจัดการสิ่งที่ต้องทำหรือกิจกรรมที่ต้องทำ
มักจะหลีกเลี่ยง ไม่ชอบ
หรือไม่เต็มใจทำตามกำหนดการที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูงในช่วงเวลานาน ๆ
เช่น งานที่ได้รับมอบหมายที่โรงเรียนและการบ้าน
มักจะลืมสิ่งของจำเป็นในการเรียน การทำงาน
หรือการทำกิจกรรม เช่น อุปกรณ์ในการเรียน ดินสอ หนังสือ เครื่องมือต่าง ๆ
กระเป๋าสตางค์ กุญแจ เอกสาร แว่นตา โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
ใจลอย วอกแวกง่าย ขาดสมาธิจดจ่อสนใจ
มักลืมสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
ด้านการตื่นตัว อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น
มีอาการ 6 ข้อขึ้นไปในเด็กถึงวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี
หรือ มีอาการ 5 ข้อขึ้นไป ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 17
ปีขึ้นไป
-มักอยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง
กระดิกมือหรือเท้าตลอด นั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้
-มักลุกออกจากที่นั่งในสถานการณ์ที่ไม่ควรลุกออกไป
-มักวิ่งไปรอบ ๆ
หรือปีนป่ายซุกซนในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมในวัยเด็ก
หรือรู้สึกอึดอัดกระสับกระส่ายในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
-มักไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมสันทนาการอย่างเงียบ
ๆ ได้
-มักจะตื่นตัวหรือลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา
-มักจะพูดมาก พูดไม่หยุด
-มักจะพูดตอบสวนคำถาม ไม่รอให้ถามคำถามให้จบก่อน
-มักมีปัญหาเกี่ยวกับการรอให้ถึงจังหวะหรือลำดับของตนเอง
-มักรบกวนหรือก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น
หรือขัดจังหวะในระหว่างบทสนทนา
-ทั้งนี้
ผู้ป่วยสมาธิสั้นสามารถป่วยด้วยอาการด้านการขาดสมาธิจดจ่อตั้งใจ
หรือด้านการตื่นตัว อยู่ไม่นิ่ง --หุนหันพลันแล่นด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว
หรืออาจป่วยด้วยอาการทั้ง 2 ด้านร่วมกัน
โดยอาการดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6
เดือน ขึ้นไป
การรักษาสมาธิสั้น
โดยทั่วไป สามารถรักษาอาการสมาธิสั้นให้ดีขึ้น
และลดพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตลง แต่ไม่ได้ทำให้อาการหายขาดไปได้อย่างถาวร
โดยการรักษาที่มีประสิทธิผลสูงสุด คือ รักษาด้วยยาควบคู่กับการบำบัด
การรักษาด้วยยา
จะช่วยปรับอาการและพฤติกรรมให้เด็กมีสมาธิจดจ่อได้ดียิ่งขึ้น
และช่วยลดอาการอยู่ไม่นิ่งหุนหันพลันแล่นลง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัว
และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นในประเทศไทย
ได้แก่ กลุ่มยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาทภายในสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิ ความคิดและพฤติกรรม
อย่างโดปามีน และนอพิเนฟรีน เช่น ยาเมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) ที่ใช้กับเด็กอายุตั้งแต่
6 ปีไปจนถึงวัยรุ่น และอะโทม็อกซีทีน (Atomoxetine)
ใช้กับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
ออกฤทธิ์ต่างจากยาตัวอื่น คือ ไม่ได้กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
แต่จะยับยั้งการดูดกลับสารนอร์อะดรีนาลีน
ทำให้เพิ่มจำนวนสารนอร์อะดรีนาลีนที่ช่วยควบคุมอาการหุนหันพลันแล่นและเพิ่มการจดจ่อสมาธิของเด็ก
ส่วนยาบางกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อระดับสารโดปามีนและสารนอร์อะดรีนาลีนในสมอง
ที่อาจส่งผลต่อการรักษาโรคสมาธิสั้น ได้แก่ โคลนิดีน (Clonidine) และยาต้านเศร้า
(Antidepressant) แต่เป็นยาที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า
และมีข้อมูลการค้นคว้าเกี่ยวกับยาในทางการรักษาโรคสมาธิสั้นน้อยมาก
จึงไม่ควรเป็นยาหลักที่ถูกนำมารักษาอาการสมาธิสั้น
การใช้ยารักษาเด็กสมาธิสั้นต้องเป็นไปตามใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น
โดยเด็กควรรับประทานยาอย่างถูกต้องตามวิธีและตามปริมาณที่แพทย์กำหนด
และต้องไปพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาอยู่เสมอ
การเข้ารับการบำบัด
เด็กควรรับการบำบัดเพื่อเรียนรู้และปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับการรับยา
ทั้งเพื่อรักษาบรรเทาอาการสมาธิสั้น และอาการที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคสมาธิสั้น
อย่างปัญหาทางอารมณ์ ความวิตกกังวล เป็นต้น
วิธีต่าง ๆ
ที่เด็กควรเข้ารับการบำบัดภายใต้การดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่
การให้ความรู้ทางสุขภาพจิต (Psychoeducation)
เป็นวิธีการที่ให้เด็กกล้าที่จะเผชิญหน้าและพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคสมาธิสั้น
เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค
และหาวิธีรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
พฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy) เป็นการวางแผนจัดการกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
ผู้ปกครองและครูควรช่วยกันดูแลและปรับพฤติกรรมของเด็ก เช่น
การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม
และการลงโทษหรือยึดของที่เด็กชอบเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ดีและเลือกที่จะกระทำพฤติกรรมในด้านดี
การเข้าโปรแกรมฝึกหัดและการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง
โดยกลุ่มผู้ปกครองของเด็กสมาธิสั้น
หรือผู้ที่ดูแลเด็กจะได้เข้ากลุ่มเพื่อศึกษาทำความเข้าใจเด็กสมาธิสั้น
ฝึกหัดดูแลและรับมือพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น
การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive
Behavioral Therapy: CBT) นักบำบัดจะพูดคุยให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจถึงโรคและอาการที่เผชิญอยู่
แล้วร่วมวางแผนหาทางแก้ไขรับมือกับอาการที่เกิดขึ้น
เพื่อปรับมุมมองความคิดที่จะแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสม
และลดพฤติกรรมที่สร้างปัญหาลง อาจทำการบำบัดทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม
การฝึกทักษะสังคม
พ่อแม่ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถฝึกให้เด็กเรียนรู้การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง
ๆ
การรับประทานอาหาร
ผู้ป่วยสมาธิสั้นควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ดีต่อสุขภาพและเสริมสร้างสมดุลของสารเคมีภายในร่างกาย
เพราะการรับสารอาหารบางประเภทอาจกระตุ้นให้เกิดอาการอยู่ไม่นิ่งหรือหุนหันพลันแล่น
เช่น สารปรุงแต่งในอาหาร สีผสมอาหาร น้ำตาล และคาเฟอีน ดังนั้น
ผู้ป่วยควรสังเกตและบันทึกข้อมูลอาหารที่รับประทาน
และอาการที่เกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารแต่ละชนิด ก่อนไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการควบคุมอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนของสมาธิสั้น
ผู้ป่วยสมาธิสั้นจะได้รับผลกระทบในด้านการใช้ชีวิต
การเรียน การทำงาน การเข้าสังคม และความสัมพันธ์
เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอารมณ์และการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดความล้มเหลวในการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์
หรืออาจเกิดอุบัติเหตุที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
นอกจากปัญหาและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน
ผู้ป่วยอาจมีแนวโน้มที่จะดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ
และปัญหาด้านอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามมา
การป้องกันสมาธิสั้น
เนื่องด้วยสาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด
การป้องกันการเกิดโรคสมาธิสั้นจึงทำได้โดยการลดความเสี่ยงของปัจจัยด้านต่าง ๆ
ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ ได้แก่
ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา
และไม่ใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์
หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
หรือการอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษและสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น ตะกั่ว
ทั้งในขณะที่ตั้งครรภ์ ตลอดจนช่วงระยะที่เด็กเกิดและเติบโต
ในด้านการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นแสดงอาการที่ไม่พึงประสงค์
ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและการดูแลอย่างถูกวิธี
เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรับพฤติกรรมและรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างได้อย่างเหมาะสม
แสดงพฤติกรรมในด้านที่ดีเพิ่มมากขึ้น และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลง




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น