เด็ก LD (โรคบกพร่องทางการเรียนรู้)
สังเกตง่ายๆ ว่าลูกเราเป็นไหม?
เด็ก LD หมายถึงเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้
เนื่องจากมีความผิดปกติของระบบประสาทชนิดถาวร
ทำให้สมองถูกจำกัดความสามารถในการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ หรือการจดจำ
และอาจพบร่วมกับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ถึงร้อยละ 40-50 เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) พ่อแม่อาจสังเกตสัญญาณของความผิดปกติจากการที่เด็กไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดได้นาน
มีปัญหาในการพูด การอ่าน การเขียน การคำนวณ
ส่งผลให้อาจมีทักษะในการเรียนรู้ด้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทั้งนี้
ความเอาใจใส่ของคนใกล้ชิดและการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
อาจช่วยให้ผู้ป่วยเด็ก LD
พัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ
ได้อย่างเต็มศักยภาพและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เหมือนเด็กปกติ
อาการของเด็ก LD
กลุ่มอาการบกพร่องทางการเรียนรู้แบ่งเป็นหลายชนิดตามความบกพร่องทางทักษะด้านต่าง
ๆ ส่งผลให้เด็ก LD แสดงอาการผิดปกติแตกต่างกันไป ดังนี้
ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว (Dyspraxia)
คือความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหวและการประสานงานระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย
เด็กอาจใช้งานช้อนส้อมหรือดินสอลำบาก ผูกเชือกรองเท้าด้วยตนเองไม่ได้ พูดติดขัด
เคลื่อนไหวลูกตาลำบาก ร่างกายไวต่อแสง การสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่น เป็นต้น
ความบกพร่องด้านการคำนวน (Dyscalculia) คือความบกพร่องของทักษะทางคณิตศาสตร์
เด็กอาจจดจำตัวเลข ตารางสูตรคูณ นับเลข
หรือแก้โจทย์ปัญหาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ช้าหรือทำไม่ได้เลย
ความบกพร่องด้านการเขียน (Dysgraphia) อาจมีปัญหาด้านการเขียนหนังสือ
การสะกดคำ และไม่สามารถคิดและเขียนไปพร้อมกันได้
ความบกพร่องด้านการใช้ภาษา (Dyslexia) คือความบกพร่องของทักษะการตีความภาษา
ส่งผลให้มีปัญหาในการอ่านหรือการเขียน เด็กอาจอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ช้า
จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้
หรือไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจผ่านการเขียนหรือการพูด
ความบกพร่องด้านการฟัง
เด็กได้ยินเสียงเป็นปกติแต่ไม่สามารถตีความได้ ส่งผลให้อาจมีปัญหาในการอ่าน แยกแยะเสียงไม่ได้
จดจำคำพูดไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน
ความบกพร่องด้านการมองเห็น
เด็กอาจขาดทักษะในการตีความข้อมูลภาพ ทำให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งของ 2
สิ่งไม่ได้หรือทำได้ช้า หรือตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดที่พบว่าบุตรหลานมีสัญญาณของความบกพร่องทางการเรียนรู้ต่อไปนี้
ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยทันที
-มีปัญหาในการจดจำข้อมูล การอ่าน การเขียน
การคำนวณ และทำการบ้านเองไม่ได้ ผู้ปกครองต้องช่วยทำทุกครั้ง
-เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรมได้ยาก
-ไม่ใส่ใจรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ทว่าบางรายอาจช่างสังเกตและให้ความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ มากเกินไปได้เช่นกัน
-ขาดทักษะการเข้าสังคม
-ไม่เข้าใจและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่งสอน
-อวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวไม่ประสานงานกัน
ทำให้อาจมีปัญหาในการเดิน เล่นกีฬา จับดินสอ หรือใช้ช้อนส้อม
-ไม่เข้าใจแบบแผนของเวลา
-ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ
-แสดงพฤติกรรมต่อต้านหรือมีอารมณ์ก้าวร้าวที่โรงเรียน
-ไม่อยากไปโรงเรียน
ไม่ยอมทำการบ้านหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะบางประการ เช่น การอ่าน การเขียน
การคำนวณ เป็นต้น
สาเหตุของความบกพร่องทางการเรียนรู้
ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ยังไม่อาจระบุสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด
แต่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติ ดังนี้
พันธุกรรม
คาดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทั้งนี้
นักวิจัยบางส่วนโต้แย้งว่าเด็ก LD อาจไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
แต่เกิดจากการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่
พัฒนาการสมอง
บางทฤษฎีกล่าวว่าเด็กที่มีพัฒนาการสมองผิดปกติ เช่น
เด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่ามาตรฐาน คลอดก่อนกำหนด สมองขาดออกซิเจน
หรือได้รับอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง
อาจมีแนวโน้มเกิดภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้มากกว่าเด็กทั่วไป
สิ่งแวดล้อม
การสูดดมหรือสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ เช่น สารตะกั่ว
รวมถึงโภชนาการที่ไม่ดีตั้งแต่เด็ก อาจส่งผลให้เกิดความพร่องทางการเรียนรู้
การวินิจฉัยเด็ก LD
พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดมักพบสัญญาณของความบกพร่องทางการเรียนรู้เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยเรียน
หากคาดว่าเด็กมีความผิดปกติควรพาไปพบแพทย์
โดยแพทย์จะตรวจดูประวัติการเรียนและพัฒนาการด้านการเรียนรู้แต่ละด้าน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายงานจากครูประจำชั้น และตรวจวัดระดับสติปัญญาเพื่อประกอบการวินิจฉัย
รวมทั้งตรวจหาความบกพร่องของกระบวนการฟังและกระบวนการมองเห็น
จากนั้นอาจให้นักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางวินิจฉัยโดยใช้การทดสอบเฉพาะ
เช่น คู่มือทดสอบการตอบสนองต่อการให้ความช่วยเหลือ (Response To
Intervention: RTI) ซึ่งเป็นการเฝ้าดูพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กอย่างใกล้ชิด
เพื่อระบุชนิดของความผิดปกติและเสนอแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การรักษาเด็ก LD
ปัจจุบันไม่มีวิธีรักษาความบกพร่องทางการเรียนรู้ให้หายขาด
แต่เทคนิคการสอนที่เหมาะสมกับเด็ก LD ความเอาใจใส่จากพ่อแม่และคนใกล้ชิด
รวมถึงการใช้ยาและการเยียวยาตามคำแนะนำของแพทย์อาจช่วยบรรเทาอาการผิดปกติและพัฒนาศักยภาพทางการเรียนรู้ได้
การรักษาเด็ก LD แบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
การศึกษา แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized
Education Plan: IEP) คือเทคนิคการสอนและการใช้สื่อการสอนที่เน้นพัฒนาทักษะด้านที่บกพร่องของผู้ป่วยแต่ละคน
เช่น การนำหนังสือเสียงมาใช้กับเด็กที่ขาดทักษะทางการอ่าน
การจัดกิจกรรมการสอนที่สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก เป็นต้น
ครอบครัว ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของเด็ก LD
ว่าบุตรหลานบกพร่องทักษะชนิดใดและมีอาการผิดปกติอย่างไร
เพื่อให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม รวมถึงส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
เช่น กระตุ้นให้ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับให้เพียงพอ
นอกจากนั้น คนในครอบครัวควรสนับสนุนให้เด็กมีความภูมิใจและมั่นใจในตนเอง
หมั่นชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดีแม้เรื่องเล็กน้อย เปลี่ยนจากการตำหนิหรือลงโทษเป็นการอธิบายให้เข้าใจถึงผลเสียของการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
รวมทั้งคอยสังเกตว่าเด็กมีภาวะซึมเศร้าจากความรู้สึกแปลกแยกหรือไม่มั่นใจในตนเองหรือไม่
การแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้เด็ก LD บางรายรับประทานยาช่วยเพิ่มสมาธิ
ทำให้เด็กจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ได้นานขึ้น
รวมถึงแนะนำยาแก้โรคซึมเศร้าให้เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
การรักษาแพทย์ทางเลือก
มีงานวิจัยอ้างว่าการบำบัดด้วยดนตรีอาจช่วยรักษาความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้เช่นกัน
ภาวะแทรกซ้อนของความบกพร่องทางการเรียนรู้
เด็ก LD บางรายอาจแสดงพฤติกรรมทางลบหรือมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง
อีกทั้งการดูแลเด็กที่มีภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวหรือคนใกล้ตัว
มีรายละเอียดดังนี้
เด็กแสดงความอยากรู้อยากเห็นทางด้านร่างกาย
ทำให้ผู้อื่นอาจมองว่าเด็กฝักใฝ่เรื่องเพศ
มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น
การสำเร็จความใคร่ในที่สาธารณะ
ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง เช่น โดนรังแก
โดนล้อเลียน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาทางสุขภาพจิต
เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ครอบครัวหรือคนใกล้ตัวที่เป็นผู้ดูแลเด็ก LD
อาจเกิดความเครียด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต
รวมทั้งอาจมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวหรือเครือญาติ
การป้องกันความบกพร่องทางการเรียนรู้
ความบกพร่องทางการเรียนรู้ในเด็กอาจป้องกันได้ตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์มารดา
หากรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด
เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนั้น
การให้การดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงวัยทารกและวัยเด็กตอนต้นก็เป็นอีกวิธีที่อาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้สมบูรณ์



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น